วันอังคารที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2557

การสานข้องใส่ปลา

การสานข้องใส่ปลา



ข้อง  เป็นเครื่องจักสานชนิดหนึ่ง สานด้วยผิวไม้ไผ่ ปากแคบอย่างคอหม้อ มีฝาปิดเปิดได้ เรียกว่า ฝาข้อง ฝาข้องมีชนิดที่ทำด้วยกะลามะพร้าว และใช้ไม้ไผ่สานเป็นรูปกรวย ปลายกรวยแหลมปล่อยเป็นซี่ไม้ไว้เรียกว่า งาแซง ข้องใช้สำหรับใส่ ปลาปู กุ้ง หอย กบ เขียด

การใช้งาน ใช้ใส่ปลา กุ้ง หอย ทุกชนิด ใช้ในเวลาที่ออกหาปลา โดยผูกข้องไว้ที่เอว ถ้าจับปลาที่มีขนาดใหญ่นิยมใช้ข้องเป็ด เพราะปลาไม่ต้องงอตัวอยู่ในข้อง ปลาจะนอนตามความยาวของตัวข้อง จะทำให้ปลามีชีวิตอยู่ได้นาน ถ้าขังปลาด้วยข้องเป็ดแล้วนำไปแช่น้ำที่ไหล ยิ่งจะทำให้ปลามีชีวิตอยู่ได้หลายวัน


อุปกรณ์ในการสานตะข้อง
1.ไม้ไผ่ที่จักเป็นเส้น เเละเหลาเป็นเส้นบางๆตามความยาวที่ต้องการ
2.มีดสำหรับเหลา 1 อัน ต้องเป็นมีดที่คม
3.เศษผ้าสำหรับพันที่นิ้วชี้ ใช้งานเมื่อเหลาไม้ไผ่ป้องกันการบาดมือ
4.ท่อนไม้ที่เหลาเป็นทรงกลม สำหรับทำเเบบขนาดของปากตะข้อง

วิธีการทำ
1.นำไม้ไผ่ที่เป็นลำมามาผ่า เเล้วจักให้เป็นเส้นๆ เสร็จเเล้วเหลาให้เป็นเส้นบางๆ จะใช้เฉพาะที่ผิวเปลือกนอกในการสานตะข้อง เพราะจะมีความทนทาน กว่าการใช้ใส้ข้างใน
2.ในการเหลาจะเหลาไว้หลายขนาด ถ้านำมาสานที่ตัวข้องจะใช้เส้นที่ยาวเเละเเบน ถ้านำมาทำที่ปากข้องจะใช้เส้นเล็กเเละกลม เพื่อความเเน่นหนา เเละคงทน
3.ทำการสานโดยสานตั้งเเต่ฐานของตะข้องขึ้นมาก่อน โดยสานเป็นการสลับ1 เว้น1





         คุณตาเลียง ประทุมลี  บ้านเลขที่ 29 บ้านโนนสะอาด ตำบลหนองบัว 
อำเภอดงหลวง จังหวัดมุกดาหาร ทำเครื่องจักสานจากไม้ไผ่ เช่น ข้อง กระติบข้าว   เป็นอาชีพเสริมที่ว่างจากการทำไร่ ทำสวน ขายให้กับคนในหมู่บ้าน




เริ่มต้นด้วยการจักตอก  


เริ่มการสาน




ข้องใส่ปลา






ไผ่ ต้นไม้สารพัดประโยชน์




  ไผ่ ต้นไม้สารพัดประโยชน์

ต้นไผ่มีความผูกพันกับคนไทยมาช้านาน และในปัจจุบันไผ่ก็ยังทรงคุณประโยชน์นานับประการ หากเราลองสังเกตดูว่า ในงานของเราก็ต้องมีภาชนะเครื่องใช้ หรือเครื่องมืออุปกรณ์ที่ทำจากไม้ไผ่สักหนึ่งเป็นอย่างน้อย ลำไผ่มีประโยชน์ตั้งแต่สสร้างที่อยู่อาศัย ทำเครื่องมือเครื่องใช้ในครัวเรือน เครื่องดนตรี ของเล่น หน่อไม้ก็ใช้ประโยชน์ต่อการบริโภคและขายเป็นอาชีพได้

ในช่วงหน้าฝนของทุกปี เราจะเห็นหน่อไม้มากมายขายกันในท้องตลาด หรือสองข้างทาง อย่างที่ใกล้กรุงเทพฯที่สุด เราอาจจะเคยเห็นกองหน่อไม้พะเนินเทินทึก เมื่อเข้าเมืองนครนายก หลายคนอาจตั้งคำถามว่า ป่าไผ่คงต้องหมดไปในไม่ช้านี้แน่ๆ หากชาวบ้านขุดหน่อไม้มากมายขนาดนี้
โครงการของมูลนิธิการศึกษาเพื่อชีวิตและสังคม ในพื้นที่จังหวัดลำปาง คือ โครงการพัฒนาชุมชนเพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าธรรมชาติลุ่มน้ำวัง อำเภอเถิน และโครงการฟื้นฟูและทรัพยากรธรรมชาติลุามน้ำแม่สอย อำเภอเมืองปาน ต่างก็ให้ความสนใจเรื่องหน่อไม้ เราได้สนับสนุนให้ชาวบ้านมีอาชีพเสริม ด้วยการทำหน่อไม้อัดปี๊ปขาย นับเป็นรายได้เสริมในครอบครัว

ในช่วงหน้าฝนข้าวปลาอาหารจะอุดมสมบูรณ์มาก มีทั้งเห็ด หน่อไม้ ตัวต่อ กบ ปลา พืชชนิดอื่นๆ ชาวบ้านจะดำนา และยังช่วยกันลงแขกเช่นเดิม และมีมากขึ้นในปีนี้ เนื่องจากเศรษฐกิจไม่ดี ไม่มีเงินเหลือพอที่จะจ้าง แต่จะช่วยกันทั้งหมู่บ้าน เมื่อเสร็จงานในตอนเย็นก็เข้าป่าหาของป่ามาขาย
การหาหน่อไม้จะเป็นอาชีพเสริมหลักของชุมชนในช่วงนี้



เท่าที่โครงการฯได้ศึกษาองค์ความรู้ภูมิปัญญาชุมชน ในเรื่องการเก็บหน่อไม้ ได้รวบรวมประโยชน์ของหน่อไม้ที่นำมาบริโภค และชนิดของหน่อไม้ก็ให้คุณสมบัติต่อกาารบริโภคที่แตกต่างกัน ทำให้การบริโถคหรือการแปรรูปต้องเลือกชนิดและขนาดของหน่อไม้ด้วย ชาวบ้านสามารถแปรรูปหน่อไม้ได้มากมาย เช่น

1. หน่อไม้ดอง ซึ่งจะใช้หน่อซาง หน่อบง
วิธีทำ ฝานหน่อไม้คลุกเคล้ากับเกลือ บรรจุใส่โอง ปิดฝาให้มิดชิด สามารถเก็บไว้กินได้ทั้งปี


2. หน่อไม้ตากแห้ง ใช้หน่อหก และหน่อซาง
วิธีทำ ทำความสะอาดหน่อไม้ แล้วฝานบางๆ ไปต้มกับน้ำให้เดือด จากนั้นนำไปตากแดดให้แห้ง เก็บใส่ภาชนะให้มิดชิด


3. หน่อไม้อัดปี๊ป ใช้หน่อไร่ และหน่อรวก
วิธีทำ เอาเปลือกออกและทำความสะอาดต้มหน่อไม้ แล้วเทน้ำทิ้ง บรรจุลงปี๊ปแล้วต้มต่อให้เดือด


4. หน่อหนีบ ใช้หน่อไร่
วิธีทำ เลือกหน่อไม้ไร่ที่หางพอเหมาะ นำมาล้างและฝานผึ่งไว้ แล้วนำมาบรรจุในกระบอกไม้ไผ่บงประมาณ 2 ใน 3 แล้วนำขี้ฝอยจากการจักตอกปิดทับ นำก้อนหินวางทับข้างบนอีกครั้งหนึ่ง ปล่อยทิ้งไว้ให้น้ำออกจากหน่อไม้ เป็นอันใช้ได้


5. หน่อส้ม ใช้หน่อไร่ หน่อบง หน่อซาง
วิธีทำ สับหน่อไม้ตามทางยาว ใส่น้ำแล้วตากแดด 3 วัน นำมาแกงหรือต้มได้


6. หน่อโอ่ ใช้หน่อไร่
วิธีทำ ทำความสะอาดหน่อไม้ แล้วบรรจุลงโอ่งหรือปี๊ป เอาน้ำใส่ เปิดแล้วใช้หินทับไว้ นำไปแช่น้ำในลำห้วย หนอง คลอง บึง ประมาณ 10 วัน นำมาต้มรับประทานกับพริกป่น


และอีกข้อสุดท้ายที่เราไม่ค่อยได้เห็นกันนั่นคือ เมล็ดไผ่เมื่อตายขุย สามารถเก็บแล้วนำมาตำ หุงแทนข้าวได้ มีรสชาติหวานและมีความเหนียว คนสมัยก่อนจะเก็บเมล็ดไผ่ตายขุยไว้ เมื่อยามขาดแคลนข้าวก็นำออกมาใช้ได้
นอกจากใช้บริโภคแล้ว ยังนำมาสร้างบ้านด้วย ไผ่ที่ใช้สร้างบ้านจะต้องมีอายุเกิน 3 ปีขึ้นไป ยิ่งแก่มากก็จะยิ่งทนทานมาก มอดแมลงไม่ไช การสร้างบ้านด้วยไม้ไผ่ก็จะเลือกชนิดของไผ่ เพื่อให้เหมาะต่อการใช้งาน เช่น
  • ไผ่บง มีลำขนาดใหญ่ เนื้อหนา ห้างนา ห้างไร่ บันได หรือโครงหลังคา
  • ไผ่ซาง มีลำขนาดใหญ่ มีความหนา เหนียว ปล้องสั้นกว่าไผ่บง ใช้ทำฟากพื้น หรือฝา
  • ไม้ไผ่ไร่ มีลำเล็กกว่าไผ่บง มีความเหนียว ปล้องยาว ใช้จักตอกมัดข้าว กล้า หรือหลังคาบ้าน
  • ไผ่รวก มีลำขนาดเล็ก เหนียว ปล้องยาว ใช้ทำกลอนหลังคา ด้ามอุปกรณ์เครื่องใช้
  • ไผ่ข้าวหลาม มีลำขนาดกลาง ปล้องยาวมากกว่าไผ่ชนิดอื่นๆ มีความเหนียวน้อยกว่า ไม่ทนทาน นิยมนำมาทำข้าวหลาม หรือจักตอกไว้มัดข้าว กล้า


องค์ความรู้ภูมิปัญญาการใช้ประโยชน์จากไผ่ สรุปได้ดังนี้
การนำหน่อไม้มาบริโภค
การนำเอาหน่อไม้มาเป็นอาหารหรือจำหน่าย ชาวบ้านจะไม่ขุดมาทั้งหมด จะเหลือไว้อย่างน้อยกอละ 2 หน่อหน่อไม้บางชนิด เมื่อพ้นดินแล้ว ชาวบ้านจะไม่นิยมบริโภค เช่น หน่อหก หน่อซาง ทำให้เติบโตเป็นต้นไผ่ได้
การตัดเอาหน่อไม้ที่อยู่พ้นดินบางชนิด เช่น หน่อรวก หน่อไร่ จะเอาส่วนที่พ้นดินขึ้นมา 2-3 นิ้ว จึงเหลือตอที่สามารถแตกกิ่งเป็นต้นไผ่ได้
ระยะเวลาของการขุดเอาหน่อไม้ของแต่ละชนิดแตกต่างกัน ทำให้ช่วงของการเจริญเติบโต เช่น ในเดือนเมษายน-มิถุนายน จะขุดหน่อซาง, มิถุนายน-กรกฎาคม จะขุดหน่อหก, กรกฎาคม-ตุลาคม จะขุดหน่อไร่ หน่อรวก

การใช้ประโยชน์จากลำไผ่
ชาวบ้านจะใช้ไม้ไผ่ที่มีอายุ 3 ปีขึ้นไป เพื่อใช้ทำอุปกรณ์เครื่องใช้ และสร้างบ้าน โดยเลือกชนิดตามความเหมาะสมต่อการใช้งาน ตามที่ได้กล่าวมาแล้วชุมชนปญาเกอญอ แม่หมี-แม่ต๋อม ที่มีความเชื่อต่อการใช้ไม้ไผ่ มีข้อห้ามไม่ให้นำไม้ไผ่ข้ามหลามเข้าหมู่บ้าน เพราะเชื่อว่าผีจะสิงสถิตย์อยู่ในไผ่ข้าวหลาม หากนำเข้ามาก็จะเท่ากับนำผีเข้ามาด้วย ทำให้ทุกคนในหมู่บ้านล้มเจ็บ หรือเกิดเหตุร้ายขึ้นในหมู่บ้าน

หากถึงเทศกาลกินข้าวหลามเดือนกุมภาพันธ์ ชาวบ้านจะเผาข้าวหลามนอกหมู่บ้าน เมื่อเสร็จแล้วจึงจะสามารถนำเข้าหมู่บ้านได้
ขณะที่ชาวบ้านจาก 2 พื้นที่โครงการได้รับประโยชน์จากไผ่มากมาย เพื่อมิให้ป่าไผ่หมดไป

ชาวบ้านยังได้กำหนดระเบียบกฎเกณฑ์ของการนำเอาหน่อไม้และลำไผ่ เช่น มิให้คนนอกหมู่บ้านเข้ามาขุดหน่อไม้ไป หรือไม่ขายลำไผ่ในปริมาณมากขนาดรถยนต์ขน เพื่อเข้าโรงงานทำเยื่อกระดาษ หรืออื่นๆ
ทั้งนี้ทุกคนยอมรับและปฏิบัติร่วมกันในการใช้ประโยชน์จากป่า มิเช่นนั้นแหล่งทรัพยากรจากป่าก็จะหมดสิ้นไป การใช้ไม้ไผ่ได้อย่างยั้งยืนนั้น จำต้องมีการจัดทรัพยากรโดยชาวบ้านผู้ใช้ประโยชน์จากไผ่ ในพื้นที่นั้นๆ นั่นเอง

ปลูกผักในกระบอกไม้ไผ่

ปลูกผักในกระบอกไม้ไผ่ 


สำหรับคนเมืองเเล้ว นอกจากปัญหาเรื่องที่ดินในการเพาะปลูกเเล้ว บางครั้งถึงจะมีที่ สภาพดินก็อาจไม่เหมาะเเก่    การปลูกพืชผักนัก การปลูกผักในกระบอกไม้ไผ่ ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือก ที่ทั้งสร้างสรรค์เเละสวยงาม ควรค่าเเก่ การลองนำไปทำกันดูนะคะ
การทำชุดปลูกผักจากกระบอกไม้ไผ่
ขั้นเตรียมไม้ไผ่
1. เริ่มจากตัดไม้ไผ่มาขนาดยาวประมาณ 1.50- 2 เมตร โดยควรเลือกปล้องที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 10-15 เซนติเมตร เพื่อให้สามารถบรรจุดินได้มากเพียงพอในการปลูกผัก
2. เลื่อยข้างข้อไม้ไผ่ทั้ง 2 ด้านให้ลึกประมาณ 2 เซนติเมตร โดยใช้มีดพร้าพันเซาะไปตามเเนวยาว จากนั้นใช้ค้อนตอกให้ทะลุเป็นช่องยาว ก็จะได้ช่องสำหรับบรรจุดินภายในกระบอก
3. ใช้ค้อนเจาะรูผนังกั้นระหว่างข้อไผ่ เพื่อให้เป็นทางสำหรับน้ำซึมผ่าน ยกเว้นผนังกั้นข้อไผ่ที่อยู่ตรงปลายทั้งสองข้าง



การต่อระบบรางไม้ไผ่ปลูกผัก
1. ตัดกระบอกไม้ไผ่มาทำเป็นฐานเพื่อวางรางไม้ไผ่ที่จะปลูกผัก โดยฐานจะยาวไม่เท่ากัน เพื่อให้รางไม้ไผ่เอียงลาดลงสูงต่ำสลับซ้ายขวากันไปเรื่อยๆ โดยควรให้มีความเอียงประมาณ 5 เซนติเมตร เเละความห่างของไม้ฐานเเต่ละท่านอยู่ที่ประมาณ 15-20 เซนติเมตร
2. ตอกไม้ในเเนวขวางในเเต่ละช่วงของกระบอกไม้ไผ่ที่นำมาทำเป็นบาน เพื่อยึดให้ฐานติดกัน จะได้สามารถรับน้ำหนักรางไม้ไผ่ได้
3.โรยเเกลบไปตามเเนวยาวของรางไม้ไผ่ หนาประมาณ 1 นิ้ว เพื่อรองพื้นกระบอกให้เป็นทางน้ำไหลซึมผ่านจากด้านหนึ่งไปยังอีกด้านหนึ่ง
4. บรรจุปุ๋ยหมัก 80 ส่วนลงต่อจากเเกลบ รดน้ำ เพื่อให้ยุบตัวลง จากนั้นใส่ดินผสมปุ๋ยหมักลงไปชั้นบนอีก 20 ส่วน
5. นำกระบอกไม้ไผ่ที่บรรจุดินเรียบร้อยเเล้วขึ้นตั้งบนยอดไม้ฐานให้เข้าร่องที่คว้านไว้รองรับ
6. หาที่ตั้งในจุดที่เหมาะสม โดยควรให้ด้านหน้าของชุดปลูกหันไปทางทิศตะวันออกเพื่อให้ผักได้รับเเดดอย่างน้อยครึ่งวัน

ผักที่เหมาะกับการปลูกในกระบอกไม้ไผ่ ควรเป็นผักอายุสั้น เเละไม่มีรากมาจนเกินไปนัก ส่วนการปลูกนั้นก็สามารถหยอดเมล็ดพันธุ์ผักลงหลุมละ 3-4 เมล็ดได้เลย
ส่วนใครไม่สามารถหากระบอกไม้ไผ่ได้ ก็สามารถประยุกต์ใช้ท่อพีวีซีเเทนได้เช่นกันนะคะ โดยควรเลือกท่อที่มีขนาดใหญ่ 4 นิ้ว เเละใช้ฝาปิดท่อทั้งสองด้านไว้ เเต่ควรระวังเรื่องความร้อนสักนิด เพราะท่อพีวีซีไม่สามารถรักษาอุณหภูมิเเละความชื้นได้ดีเท่ากับไม้ไผ่ค่ะ

 


กระติบข้าว 
                                                                                                                                                     
                                 
ภูมิปัญญา คือ แบบแผนการดำเนินชีวิตที่มีคุณค่า แสดงถึงความเฉลียวฉลาดของบุคคลและสังคมซึ่งได้สั่งสมปฏิบัติสืบต่อกันมา

เหตุผลที่ทำให้นิยมใช้กระติบข้าวบรรจุข้าวเหนียว
1.       ทำให้ข้าวเหนียวที่บรรจุไม่เหนียวแฉะ  ไม่ติดมือ
2.       พกพาสะดวก หิ้วไปได้ทุกหนทุกแห่ง
วัสดุที่ใช้ทำกระติบข้าว
1. ไม้ไผ่บ้าน                           2. ด้ายไนล่อน
3. เข็มเย็บผ้าขนาดใหญ่            4.   กรรไกร
5. มีดโต้                                  6. เลื่อย
7. เหล็กหมาด (เหล็กแหลม)     8. ก้านตาล
9. เครื่องขูดตอก                      10. เครื่องกรอด้าย
กระติบข้าวของชาวอีสานเป็นภาชนะเก็บอาหารที่ทางคุณค่ามากด้วยภูมิปัญญา เก็บความร้อนได้ดี ในขณะที่ยอมให้ไอน้ำระเหยออกไปได้ ทำให้ข้าวเหนียวที่บรรจุภายในกระติบไม่แฉะด้วยไอน้ำ ต่างจากกระติกน้ำแข็ง ที่พ่อค้าแม่ค้าข้าวเหนียวส้มตำบางร้านนำมาใช้บรรจุข้าวเหนียวเพื่อรอขายซึ่งจำเป็นต้องใช้ผ้าขาวรองอีกทีก่อนบรรจุข้าวเหนียว แต่เม็ดข้าวที่อยู่รอบขอบกระติกก็ยังแฉะอยู่ดี
เคล็ดลับของการสารกระติบข้าวอยู่ที่การสานภาชนะเป็นสองชั้น ชั้นในสุดจะสานด้วยตอกไม้ให้มีความห่างเล็กน้อยเพื่อให้ไอน้ำระเหยออกจากข้าวไปสู่ช่องว่างภายในก่องหรือกระติบข้าวได้ ชั้นนอกสุดจะสานด้วยตอกที่มีความชิดแน่นกว่าเพื่อเก็บความร้อนเอาไว้ ไอน้ำที่มีความร้อนอยู่ภายในช่องว่างนี้จะช่วยทำให้ข้าวเหนียวที่อยูภายในกระติบยังคงความร้อนได้อีกนาน โดยเมล็ดข้าวจะไม่มีไอน้ำเกาะ
ฝากระติบและตัวกระติบจะมีลักษณะเหมือนกัน เพียงแต่มีขนาดที่ต่างกันเล็กน้อย สามารถสวมใส่กันได้พอดี ในส่วนตัวกระติบจะมีฐานรองทำจากก้านตาลขดเป็นวงกลม มีขนาดเล็กกว่าตัวกระติบเล็กน้อย ยึดด้วยหวายให้ติดกับตัวกระติบ
           กระติบข้าวเป็นของใช้ประจำบ้านที่ใช้บรรจุข้าวเหนียว ทุกครัวเรือน ทุกพื้นที่ที่รับประทานข้าวเหนียว
                                              ขั้นตอนการสานกระติบข้าว
           1. การเตรียมไม้ไผ่สำหรับการสานกระติบข้าวนั้น ควรมีอายุไม่เกินหนึ่งปี โดยเลือกไผ่ที่โตเพียงฝนเดียวมาทำก่องข้าวหรือสานกระติบ สำหรับไผ่ที่ใช้ทำกระติบได้ดีที่สุดจะมีอายุประมาณ 4-5 เดือน
การเลือกไม้ไผ่ จะเลือกไม้ที่มีข้อปล้องยาวและตรง มีผิวเรียบเป็นมันนำมาตัดข้อปล้องทางหัวและท้ายออก โดยใช้เลื่อยตัดรอบไม้ไผ่เพื่อป้องกันผิวไผ่ฉีก ขนาดของปล้องไม้ไผ่หนึ่ง ควรมีความยาวประมาณ 30-40 เซนติเมตร จากนั้นจึงใช้มีดโต้ผ่าออกเป็นชิ้นๆ แล้วใช้มีดตอกจักเป็นตอกขูดเปลือกสีเขียว ของมันออกและตากแดดเพื่อเก็บรักษาเอาไว้ก่อนจะทำงานสาน
                                                                                                                                                                                            
        
  2. เมื่อเหลาไม้ไผ่จนมีขนาดเหลือความหนาประมาณ 0.05 เชนติเมตร ก็จะขูดเสี้ยนไม้ออก เพื่อให้ตอกมีความเรียบและอ่อนบางที่สุด กระติบที่ได้ก็จะสวย และเวลาสานถ้าหากว่าเป็นตอกอ่อนก็จะทำให้สานง่ายไม่เจ็บมืออีกด้วย
                                          
         
  3. เมื่อได้ตอกมาประมาณ 100-150 เส้นแล้ว ก็จะเริ่มสานกระติบข้าวได้ บางครั้งผู้สานต้องการเพิ่มลวดลายในการสานกระติบก็จะย้อมสีตอกก่อนก็มี ส่วนใหญ่จะใช้สีผสมลงในกระบอกไม้ไผ่แล้วนำมาย้อมตอกให้เป็นสีสันตามที่ตัวเองต้องการ
เมื่อลงมือสานมักจะเริ่มต้นสานใช้ตอก 6 เส้น แล้วสานด้วยลายสอง โดยทิ้งชายตอกให้เหลือประมาณ เซนติเมตร เมื่อสานได้ยาวจนชายตอกอีกด้านเหลือประมาณ 3เซนติเมตรให้นำชายทั้งสองข้างมาประกับกันโดยใช้ลายสอง และเมื่อนำมาประกบกันได้แล้วด้วยลายสอง ก็จะม้วนชายตอกที่ไม่ต้องการอีกทีด้วยการสานลายสองเวียน
                                                                                                                                                                                             

การสานกระติบให้ประกบซ้อนกันเป็นสองชั้น ก็เพื่อช่วยเก็บความร้อนให้อยู่ได้ชั่วขณะหนึ่งพอที่จะทำให้ได้กินข้าวเหนียวที่ไม่แข็งเกินไป นอกจากนั้นกระติบข้าวที่ทำจากไม้ไผ่ยังช่วยดูดซับเอาหยาดน้ำที่อยู่ภายในที่จะเป็นตัวทำให้ข้าวเปียกหรือแฉะได้อีกด้วย
                                                                                                                                                                                             
               
4. การขึ้นลายกระติบ ซึ่งจะขึ้นอยู่กับความต้องการของคนที่สานว่าต้องการใช้ลายอะไร เพราะแต่ละลายจะขึ้นต่างกัน ลายกระติบที่นิยมสาน คือ ลายข้างกระแตสองยืนและสามยืน” การขึ้นลายสองนั้น จะยกตอก เส้นแล้วทิ้ง เส้น และเมื่อขึ้นลายไปได้ประมาณครึ่งหนึ่งของความยาวของตอกแล้ว ก็จะสานต่อด้วยลายสามนอนหรือลายคุบ จากนั้นจึงสานด้วยลายสองยืนอีกครั้งเพื่อความแข็งแรงของกระติบข้าว จากนั้นจึงม้วนเก็บชายตอกด้วยการพับครึ่งเข้าไปข้างในทั้งสองข้างและบีบเพื่อตกแต่งให้สวยงาม
             
 5. ส่วนก้นของกระติบข้าวนั้นจะสานเป็นแผ่นแบนสองอันมาประกบกันเข้าแล้วผูกติดกับส่วนตัวกระติบ เรียกขั้นตอนนี้ว่า อัดตุ๋ซึ่งมีการเย็บอยู่สองวิธีคือ การเย็บโดยใช้หวาย กับเย็บด้วยการใช้ด้ายเย็บ แต่การเย็บด้วยหวายนั้นให้ความสวยงามตามธรรมชาติ และมีความแข็งแรงกว่าการเย็บด้วยด้าย แต่ปัญหาก็คือหวาย จะหายากในปัจจุบัน
              
  6. ฐานของกระติบ ซึ่งคนอีสานจะเรียกว่า ตีนติบข้าว” เป็นส่วนหนึ่งมี่ต้องรับน้ำหนักและจำเป็นที่จะต้องทำให้แข็งแรง ดังนั้นส่วนใหญ่จึงใช้ก้านตาลมาเหลาแล้วโค้งให้เป็นวงกลมเท่ากับขนาดของก้นกระติบข้าว ก้านตาลที่ใช้จะต้องตรงไม่คดเบี้ยวและมีความยาวประมาณ เมตรขึ้นไป นำก้านตาลที่ตัดได้มาเหลาเอาหนามตาลออก ผ่าตามความยาวของก้านตาล ซึ่งก้านตาล ก้านใหญ่สามารถทำตีนกระติบได้ 1-2 อัน จากนั้นจึงผ่าเกลาให้เรียบเสมอกัน นำมาม้วนแล้วทิ้งไว้ให้แห้งโดยใช้เวลาประมาณ 15-20 วันเป็นอย่างน้อย
             
    7. ฝากระติบข้าวนั้นจะสานเช่นเดียวกับตัวกระติบเพียงแต่ให้ใหญ่กว่าเพื่อสวมครอบปิดเปิดได้ กระติบข้าวที่สานเสร็จแล้วไม่ควรเก็บไว้ในที่ชื้น เพราะจะทำให้ขึ้นราได้ง่ายและมีมอดเจาะ และควรเก็บไว้ในที่มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก
                   ข้อเสนอแนะ
1. การเลือกไม่ไผ่ควรเลือกไม้ไผ่ที่มีปล้องยาวอายุประมาณ 10 เดือน ถึง ปี
2. การจักตอกต้องมีความกว้าง ความยาวเท่าๆ กัน ทุกเส้น เพื่อจะได้กระติบรูปร่างสวยงาม
3. ก่อนที่จะเหลาหรือขูดเส้นตอก ให้นำเส้นที่จักแล้วแช่น้ำประมาณ ชั่วโมง เพื่อให้เส้นตอกอ่อนนุ่มเพื่อจะได้ขูดเหลาได้ง่ายขึ้น แล้วนำไปตากแดดให้แห้งสนิท เพื่อป้องกันเชื้อราก่อนลงมือสาน
4. การสานเป็นลวดลายต่างๆ ที่น่าสนใจจะสามารถจำหน่ายได้ในราคาดีขึ้น
5. สามารถประยุกต์เป็นของชำร่วยแบบต่างๆ ได้มากมาย เช่น กล่องใส่กระดาษชำระ กระเป๋า แจกัน
6. การใช้สีย้อมไหมมาย้อมเส้นตอกจะทำให้ลวดลายสีสันสวยงามขึ้น
7. การตกแต่งฝาบนด้วยการทำคิ้วจะทำให้มีความสวยงามและคงทน
นี่คือภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ไม่อาจมองข้ามได้ เพราะเพียงหัตถกรรมพื้นบ้านธรรมดาเช่นนี้ กลับกลายเป็นรายได้อีกทางหนึ่งให้กับชุมชน อนาคตงานจักสานจะดำเนินไปในทิศทางใด ก็ขึ้นอยู่กับคนรุ่นใหม่ที่จะช่วยกันอนุรักษ์ไว้
         ข้อมุลเพิ่มเติม
        ในกรณีต้องการเก็บอุณหภูมิให้นานยิ่งขึ้นมีการดัดแปลงใช้กระดาษฟอยด์เสริมระหว่างชั้นตามรูป